ตลาดโลหะมีค่ากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในปี 2025 เมื่อราคาเงินพุ่งขึ้น 103% แตะระดับ 58.85 เหรียญต่อออนซ์ ทิ้งห่างทองคำที่ปรับขึ้น 60.7% ไปอย่างชัดเจน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนผ่านค่า Gold-to-Silver Ratio ที่บีบตัวลงสู่ระดับ 74.6 เท่า ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 บ่งชี้ว่าเงินกำลังแข็งแกร่งด้วยปัจจัยเฉพาะตัว ไม่ใช่แค่การไล่ตามทองคำอีกต่อไป
ภาพรวมตลาด
ราคาทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 4,381.58 เหรียญต่อออนซ์ ขับเคลื่อนด้วยบทบาทสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการซื้อสะสมของธนาคารกลาง ทั้งสองโลหะได้แรงหนุนจากความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐจะลดดอกเบี้ยตลอดทั้งปี ซึ่งช่วยลดต้นทุนการถือโลหะมีค่า แต่เงินกลับโดดเด่นขึ้นมาด้วยตัวเองด้วยปัจจัยด้านอุปสงค์จริงจากภาคอุตสาหกรรม
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
จุดแข็งของเงินมาจากหลายด้าน อันดับแรกคืออุปสงค์จากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีพลังงานสีเขียว ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์เซลล์ รถยนต์ไฟฟ้า และเครือข่าย 5G ซึ่งคาดว่าจะทะลุ 700 ล้านออนซ์ในปีนี้ ขณะที่ฝั่งอุปทานกลับเผชิญภาวะขาดดุลถึง 206 ล้านออนซ์ เนื่องจากการผลิตจากเหมืองลดลงตั้งแต่ปี 2016 และเงินส่วนใหญ่เป็นผลพลอยได้จากการขุดโลหะอื่น ทำให้อุปทานไม่สามารถปรับตัวเพิ่มได้ง่าย นอกจากนี้ตลาดยังเผชิญภาวะขาดแคลนสินค้าจริงในตลาดแลกเปลี่ยน และสหรัฐฯ ยังจัดเงินให้เป็นแร่ธาตุสำคัญในปี 2025 ส่งสัญญาณนโยบายสนับสนุนอุปทาน
ความหมายต่อราคาทอง
แม้ทองคำยังคงแข็งแกร่ง แต่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าอาจเผชิญแรงกดดันจากรูปแบบทางเทคนิคที่คล้ายกับช่วงปี 2011-2012 ซึ่งหลังจากขึ้นทะลุระดับ 61.8% Fibonacci ครั้งที่สองมักเป็นจุดสูงสุดก่อนปรับฐาน รวมถึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่คาดว่าจะแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 115 จากประมาณ 93 ซึ่งอาจกระทบทองคำในระยะข้างหน้า ตรงกันข้ามกับเงินที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับแข็งแกร่งกว่า
แล้วอะไรต่อ?
ตลาดคาดว่าทองคำมีเป้าหมายระดับ 4,500-5,000 เหรียญต่อออนซ์ภายในกลางถึงปลายปี 2026 จากบทบาทสินทรัพย์ปลอดภัย ส่วนเงินมีโอกาสพุ่งเป็นสองเท่าภายในสิ้นปี 2026 อาจแตะ 100 เหรียญต่อออนซ์ หรือสูงกว่าภายในทศวรรษหน้า หากทองคำปรับฐานอย่างรุนแรง เงินอาจตกเพียงถึงจุดสูงสุดเก่าหรือแนวรับแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวที่ประมาณ 54 เหรียญ หุ้นกลุ่มขุดเงินอย่าง First Majestic Silver, Hecla Mining และ Pan American Silver พุ่งทำระดับสูงสุดรอบ 52 สัปดาห์ ส่วนกองทุน Silver ETFs แซงหน้า Gold ETFs อย่างชัดเจน การติดตามค่า Gold-to-Silver Ratio หากลดต่อเนื่องสู่ระดับ 50-60 เท่า จะเป็นสัญญาณยืนยันตลาดกระทิงของเงินในระยะยาว
สำหรับนักลงทุน
เงินกำลังโดดเด่นด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าทองคำ โดยเฉพาะอุปสงค์อุตสาหกรรมและอุปทานขาดดุลหนัก แต่ควรติดตามแรงกดดันจากดอลลาร์แข็งค่าและโอกาสที่ทองคำอาจปรับฐาน ซึ่งอาจสร้างจุดเข้าที่น่าสนใจรอบระดับ 54 เหรียญหรือจุดสูงสุดเก่า และจับตาค่า Gold-to-Silver Ratio ที่หากลงต่อเนื่องจะยืนยันแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว

