ราคาเงิน (silver) พุ่งทะลุสถิติสูงสุดใหม่ แตะระดับ $58 ต่อออนซ์ในวันที่ 1 ธันวาคม โดยปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 6 วันและเพิ่มมูลค่าเป็นสองเท่าตั้งแต่ต้นปี แรงขึ้นรุนแรงกว่าทองคำอย่างชัดเจน จนอัตราส่วนราคาระหว่างทองคำและเงินลดลงเหลือใกล้ 70 เท่า
อุปทานตึง สต็อกหายากระดับสิบปี
แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความตึงตัวด้านอุปทาน สต็อกเงินในตลาดล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้อยู่ในระดับต่ำสุดรอบเกือบ 10 ปี ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมเงินในตลาดลอนดอนยังคงสูง สะท้อนถึงความขาดแคลนที่เป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกัน อุปสงค์กลับเพิ่มขึ้นจากหลายด้านพร้อมกัน
ปัจจัยหนุนจากทุกด้าน
นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจากธนาคารกลางสหรัฐหนุนโลหะมีค่าทั้งกลุ่ม ขณะที่อุปสงค์อุตสาหกรรมคาดว่าจะขยายตัวจากการใช้งานในเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด ประกอบกับสหรัฐเพิ่งเพิ่มเงินเข้าในรายชื่อแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการภาษีและกระตุ้นความสนใจจากนักเก็งกำไร
กระแสเงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF เงินเร่งตัวขึ้น ขณะที่หุ้นเหมืองเงินในออสเตรเลียและฮ่องกงปรับตัวขึ้นเป็นสองหลัก โลหะมีค่าอื่นอย่างแพลตตินัมและแพลเลเดียมก็ร่วมแรลลี่ขึ้นไปด้วย โดยเงินได้รับแรงหนุนพิเศษจากบทบาทคู่ทั้งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและโลหะอุตสาหกรรม
ความหมายต่อนักลงทุน
นักวิเคราะห์ UBS คาดราคาเงินอาจแตะ $60 ต่อออนซ์ในปี 2026 หากนโยบายการเงินยังผ่อนคลายและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของเงินสูงกว่าทองคำมาก ทำให้มีความเสี่ยงจากการขายทำกำไรหลังจากพุ่งขึ้นรวดเร็ว
แล้วอะไรต่อ?
อัตราส่วนราคาระหว่างทองคำและเงินที่ลดลงใกล้ 70 เท่าอาจบ่งชี้ว่าเงินกำลังแพงเกินไปเมื่อเทียบกับทองคำในระยะสั้น ตลาดจับตาว่าโมเมนตัมนี้จะทรงตัวได้หรือจะเกิดการปรับฐานรุนแรง
สำหรับนักลงทุน
เงินเหมาะสำหรับเทรดเก็งกำไรระยะสั้นมากกว่าการลงทุนระยะยาว ความผันผวนสูงต้องระมัดระวังขนาดเงินลงทุนและใช้กลยุทธ์ตัดขาดทุนอย่างเข้มงวด การพุ่งขึ้นเป็นสองเท่าในปีเดียวสะท้อนโมเมนตัมที่แรง แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่สูงเท่าเทียมกัน

