ราคาเงินทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ $60-61 ต่อออนซ์ ในช่วงต้นปี 2025 โดยพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่า (+102%) ในปีนี้ ขณะที่ทองคำเพิ่มขึ้น 50-59% ในช่วงเดียวกัน ส่งผลให้เงินแซงหน้าทองคำถึง 43-52 จุดเปอร์เซ็นต์ และกลายเป็นสินทรัพย์ที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มโลหะมีค่าปีนี้ อัตราส่วน Gold/Silver หดตัวจาก 82 ในเดือนตุลาคมลงเหลือ 69 สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มหันมาให้ความสนใจเงินมากขึ้น
ภาพรวมตลาด
การพุ่งขึ้นของเงินในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเก็งกำไร แต่เป็นผลมาจากปัจจัยโครงสร้างหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทองคำทะลุ $4,000-4,200 ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก แต่เงินกลับได้รับแรงหนุนที่แข็งแกร่งกว่าจากการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของอุปสงค์โลก ผู้เชี่ยวชาญมองว่าแนวโน้มนี้จะยังคงดำเนินต่อไปในอีกหลายเดือนข้างหน้า
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
อุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะจากโซลาร์เซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า และดาต้าเซ็นเตอร์ AI เนื่องจากเงินเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีกว่าโลหะอื่นๆ รัฐบาลสหรัฐจัดเงินเป็น "แร่วิกฤต" (critical mineral) สะท้อนความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ขณะเดียวกัน นโยบายการเงินผ่อนคลาย ทำให้ผลตอบแทนจากเงินฝากและพันธบัตรลดลง กระตุ้นให้นักลงทุนหันมาถือสินทรัพย์ปลอดภัยที่ไม่ให้ผลตอบแทน ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดคาดการณ์ 89% ว่า Fed จะลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งหน้า
ด้านอุปทาน การผลิตเงินส่วนใหญ่เป็นผลพลอยได้จากการขุดโลหะอื่นๆ ทำให้การเพิ่มอุปทานทำได้ยาก สต็อกในคลังลดลงเร็ว และมีเงินไหลเข้า ETF แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องภาษีนำเข้าภายใต้นโยบายการค้าของประธานาธิบดี Trump ทำให้ผู้ผลิตรีบสะสมสต็อกป้องกันการขาดแคลน เนื่องจากสหรัฐนำเข้าเงินประมาณสองในสามของความต้องการ ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนในตลาดโลกส่วนอื่น
ความหมายต่อราคาทอง
ทองคำได้รับแรงหนุนทางอ้อมจากบรรยากาศเชิงบวกที่มีต่อโลหะมีค่า แต่อาจเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจากการไหลของเงินลงทุนไปยังเงิน การหดตัวของอัตราส่วน Gold/Silver บ่งชี้ว่านักลงทุนเริ่มมี risk appetite เพิ่มขึ้น และมองหาสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตสูงกว่า ซึ่งในกรณีนี้คือเงินที่มี leverage และ beta สูงกว่าทองคำ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองโลหะจะได้ประโยชน์ร่วมกันจากนโยบายลดดอกเบี้ยของ Fed และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในตลาดโลก
แล้วอะไรต่อ?
นักวิเคราะห์คาดว่าราคาเงินจะยังคงอยู่ในระดับสูงในอีกหลายเดือนข้างหน้า หนุนโดยอุปสงค์โครงสร้างจากภาคเทคโนโลยีและพลังงานทดแทน ประกอบกับข้อจำกัดด้านอุปทานที่ยากต่อการแก้ไขในระยะสั้น ตลาดจะจับตาการประชุม Fed และคำชี้แจงของ Jerome Powell อย่างใกล้ชิด รวมถึงนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐที่อาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน แนวรับสำคัญของเงินอยู่ที่ $58-60 ขณะที่ทองคำมีแนวรับที่ $4,200
สำหรับนักลงทุน
การเติบโตของเงินสะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุปสงค์โลกสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยี ขณะที่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ป้องกันที่มีเสถียรภาพสูง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำจัดสรรพอร์ตในส่วนผสมของทั้งสองโลหะ 10-20% ผ่านการลงทุนแบบสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการไล่ซื้อตามกระแส และติดตามนโยบายการเงินของ Fed อย่างใกล้ชิด
