ตลาดทองคำไทยเผชิญความผันผวนสูงในวันที่ 4 ธันวาคม โดยมีการประกาศปรับราคาถึง 7 ครั้งตลอดวัน สะท้อนการแกว่งตัวของทองคำระดับโลกและแรงกดดันจากเงินดอลลาร์สหรัฐ ราคาเปิดตลาดด้วยการปรับขึ้น 100 บาท แต่กลับลดลงในช่วงบ่าย ปิดที่ทองแท่งรับซื้อ 63,400 บาท และทองรูปพรรณขายออก 64,300 บาท
ภาพรวมตลาด
ความผันผวนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณที่ขัดแย้งกันในตลาดการเงินสหรัฐ ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 98.86 หน่วย จากเดิม 100.21 หน่วย หลังตัวเลขการจ้างงาน ADP ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ แต่แรงผลักดันนี้กลับถูกหักล้างด้วยข้อมูลเศรษฐกิจอื่นที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการที่ดีกว่าคาด และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่ยืนอยู่ที่ 4.06%
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
แรงกดดันหลักมาจากท่าทีของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่ส่งสัญญาณระมัดระวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยในระยะใกล้ ทำให้นักลงทุนต้องปรับคาดการณ์ว่า Fed อาจชะลอการผ่อนคลายนโยบาย สถานการณ์นี้ลดแรงจูงใจในการถือสินทรัพย์อย่างทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทน ขณะเดียวกัน กองทุน SPDR Gold ขายทองคำสุทธิ 1.72 ตัน เหลือคงคลังที่ 1,046.58 ตัน สะท้อนความระมัดระวังของนักลงทุนสถาบัน
ความหมายต่อราคาทอง
ตลาดทองคำกำลังอยู่ในภาวะรอทิศทางใหม่ แม้จะได้แรงหนุนบ้างจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-จีนในประเด็นไต้หวัน แต่สัญญาณจากนโยบายการเงินสหรัฐกลับมีน้ำหนักมากกว่า ทองแท่งในไทยมีแนวรับสำคัญที่ 63,400 บาท และแนวต้านที่ 63,600-64,400 บาท สเปรดที่แคบที่ 100 บาทชี้ว่าสภาพคล่องยังดี แม้ราคาจะผันผวน
แล้วอะไรต่อ?
ตลาดจับตาการเปลี่ยนแปลงของนโยบาย Fed รวมถึงข่าวการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐที่คาดว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะประกาศในต้นปี 2568 โดยมีชื่อ Kevin Hassett ถูกกล่าวถึงเป็นผู้สมัครที่เป็นไปได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินและทองคำในระยะข้างหน้า หากดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่องและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ทองคำอาจได้แรงหนุน แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแกร่ง แรงกดดันอาจกลับมา
สำหรับนักลงทุน
ช่วงนี้เป็นภาวะตลาดรอสัญญาณใหม่ ความผันผวนสูงแต่ไร้ทิศทางชัดเจน ควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐและนโยบาย Fed อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเปลี่ยนผู้นำธนาคารกลางที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างตลาดในระยะยาว แนวรับ 63,400 บาทเป็นจุดสำคัญที่ควรจับตา

